ย้อนรอย 5 ลูกบอลทองคำที่มีมลทิน

บัลลง ดอร์
บัลลง ดอร์

บัลลง ดอร์ ก็เป็นอันว่าเราได้รู้ผลผู้ชนะ ประจำปี 2019 กันแล้ว นั่นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวยิง บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน โดยซีซั่นที่แล้ว เมสซี่ สามารถพาต้นสังกัดซิวแชมป์ลีกได้ อีกทั้งยังเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทั้ง ลา ลีกา (36 ประตู) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (12 ประตู) ขณะที่กับทีมชาตินั้น เขาก็อยู่ในทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดที่ได้อันดับ 3 ของศึก โคปา อเมริกา

บัลลง ดอร์ อย่างไรก็ตาม หลายคนไม่เห็นด้วยกับผลรางวัลที่ออกมา เพราะมองว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลัง ลิเวอร์พูล สมควร

จะได้รางวัลมากกว่า จากการที่ซีซั่นก่อนเขาเป็นเหมือนกำแพงเหล็กในเกมรับของ “หงส์แดง” จนช่วยให้ทีมได้แชมป์ ยูฟ่า

แชมเปี้ยนส์ลีก, เกือบพาทีมได้แชมป์ลีกจากการแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอยู่ในทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดรองแชมป์ ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก

แต่สุดท้ายฟานไดค์ กลับได้คะแนนโหวตเป็นเพียงอันดับสองเท่านั้น

ถึงกระนั้น นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่การตัดสินรางวัล บัลลง ดอร์ มันค้านสายตาของหลายคน และวันนี้เราจะมาย้อนถึงการมอบรางวัล บัล

ลง ดอร์ 5 ครั้งที่กลายเป็นประเด็นร้อนให้คนพูดถึงอย่างมากกัน

– 2013

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้รางวัลลูกฟุตบอลทองคำในปีนั้นไปเชยชม จากการที่ในปี 2013 เขาทำประตูทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ

ได้รวมแล้ว 69 ประตู จากการลงเล่น 59 นัด โดยเป็นการนับรวมทั้งครึ่งหลังของฤดูกาล 2012-13 และครึ่งแรกของฤดูกาล 2013-14

แบ่งเป็น 38 ประตูในลีก, 15 ประตูใน แชมเปี้ยนส์ ลีก, 6 ประตูใน โกปา เดล เรย์ และ 10 ลูกกับทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งตอนนั้นมันถือ

เป็นการได้รางวัลเป็นสมัยที่ 2 ของเขา  แทงบอลรวย

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2012-13 โรนัลโด้ ได้สัมผัสกับถ้วยแชมป์แค่รายการเดียว นั่นคือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ ซึ่งมันก็ไม่ได้ถูกมอง

ว่าเป็นแชมป์รายการใหญ่อะไร เพราะมันเตะกันเพียง 2 นัดเท่านั้น และทำให้หลายคนคิดว่าที่จริงรางวัลควรจะเป็นของ ฟร้องค์ ริเบรี่

ที่ได้ทั้งแชมป์ บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ-โพคาล และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2012-13 มากกว่า

นอกจากนี้ ถ้าจะนับรวมพวกรายการที่เตะกันเพียง 1 หรือ 2 นัดเหมือน สแปนิช ซูเปอร์คัพ เข้าไปด้วยแล้วล่ะก็ ริเบรี่ ก็มีแชมป์ เดเอฟ

แอล-ซูเปอร์คัพ ในฤดูกาล 2012-13 กับ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ ในซีซั่น 2013-14 ติดมือด้วย แต่สุดท้าย ริเบรี่ กลับได้คะแนนมาเป็นเพียง

อันดับ 3 ในการชิงรางวัล บัลลง ดอร์ 2013

– 2010

การที่ในฤดูกาล 2009-10 เวสลี่ย์ สไนเดอร์ โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นจนช่วยให้ อินเตอร์ มิลาน ได้ทั้งแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา, โคปปา อิ

ตาเลีย และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตามด้วยการพาทีมชาติฮอลแลนด์เป็นรองแชมป์ ฟุตบอลโลก 2010 ในช่วงซัมเมอร์ ทำให้มันดู

เหมือนว่า สไนเดอร์ แทบจะการันตีการได้รางวัลลูกฟุตบอลทองคำแน่นอน และคนฮอลแลนด์ต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อว่านักเตะ

จากชาติของพวกเขาจะได้รางวัล บัลลง ดอร์ เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ปี 1992 สักที

อย่างไรก็ตาม พอถึงการประกาศผลรางวัลแล้วหลายคนในโลกลูกหนังก็ต้องช็อกกันตาตั้ง เพราะรางวัลในปีนั้นกลับตกเป็นของ เมส

ซี่ โดยผลงานที่พอจะดูดีของดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์มีเพียงการได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 2009-10, เป็นดาวซัลโวของ ลา ลีกา ในซี

ซั่นนั้น ด้วยการยิงไป 34 ประตู และเป็นดาวซัลโวของ แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการยิงไป 8 ประตูเท่านั้น

นอกจาก สไนเดอร์ จะอดรางวัลแบบน่าเจ็บใจแล้วนั้น เขายังไม่ติดแม้กระทั่ง 3 อันดับแรก โดยคนที่ได้อันดับ 2 คือ อันเดรส อิเนีย

สต้า ส่วน ชาบี เอร์นานเดซ ตามมาเป็นที่ 3 ด้วยคะแนน 16.48 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ สไนเดอร์ ได้เพียงอันดับ 4 เท่านั้น

ทั้งนี้ ปี 2010 ถือเป็นปีแรกที่มีการเอา บัลลง ดอร์ ไปควบกับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จนกลาย

เป็น ฟีฟ่า บัลลง ดอร์ ก่อนที่มันจะกลับมาใช้ชื่อ บัลลง ดอร์ ตามเดิมในปี 2016 และมันก็เหมือนตลกร้ายที่หลังจากนั้นอีก 9 ปี เมสซี่

ก็มาทำลายความฝันของชาวดัตช์อีกครั้ง

– 2006

มันเป็นเรื่องน่าชื่นใจในระดับหนึ่งที่ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ กองหลังชาวอิตาเลียนได้รางวัล ในปี 2006 จนทำให้เขาเป็นกอง

หลังชาวอิตาเลียนคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รางวัลนี้ เพราะหลายคนพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า “นักเตะในตำแหน่งเกมรับ

สมควรที่จะได้รับการให้ความสนใจมากกว่านี้” มาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ในปีนั้นหลายคนก็มองว่าที่จริงแล้วในปีนั้นมันมีนักเตะในด้านเกมรับอีกคนที่สมควรได้รางวัลมากกว่า นั่นคือ จานลุยจิ

บุฟฟ่อน ผู้รักษาประตูเพื่อนร่วมชาติของ คันนาวาโร่ เพราะปีนั้น บุฟฟ่อน เล่นได้โดดเด่นสุดๆ และเขาเองก็ได้ทั้งแชมป์ กัลโช่ เซเรีย

อา กับแชมป์ ฟุตบอลโลก เหมือนกับ คันนาวาโร่ ทำให้ดีกรีของเจ้าตัวก็ไม่ได้แย่กว่าปราการหลังคนดังเลย แม้ว่าในภายหลังแชมป์

กัลโช่ เซเรีย อา ของทั้งสองคนจะโดนริบไปจากคดีล้มบอลอันฉาวโฉ่ก็ตาม

– 2004

อังเดร เชฟเชนโก้ คือหนึ่งในยอดกองหน้าที่เก่งที่สุดในโลกลูกหนัง ไม่มีใครกล้าปฏิเสธถึงเรื่องนั้น ผลงานและความสำเร็จของเขา

คือสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม การที่เขาได้รางวัล บัลลง ดอร์ ในปี 2004 มันก็ค่อนข้างจะสร้างความน่ากังขา

ให้กับหลายฝ่าย

สาเหตุก็คือในฤดูกาล 2003-04 “เชว่า” ได้แชมป์รายการใหญ่เพียงแค่รายการเดียว นั่นคือ เซเรีย อา จริงอยู่ว่าเขาอาจจะเป็นดาว

ซัลโวของลีกในซีซั่นนั้นด้วยการกดไป 24 ประตู แต่หลายคนก็คิดว่ามันไม่ดีพอที่จะทำให้เขาสมควรได้รางวัลนี้มากไปกว่า เดโก้

กองกลางชาวโปรตุกีสที่ในซีซั่น 2003-04 โชว์ฟอร์มได้สุดยอดจนเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ช่วยให้ เอฟซี ปอร์โต้ สร้าง

ประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปเชยชมได้อย่างน่าเหลือเชื่อ โดยในซีซั่นนั้น เดโก้ ยังได้แชมป์ลีกกับ ปอร์โต้ ด้วย ก่อนที่

จะย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2004

ตอนนั้นหลายคนถึงขั้นแอบเหน็บ  เลยว่าเอาอกเอาใจทีมใหญ่มากกว่า รวมถึงให้ความสำคัญกับกองหน้ามากกว่า ทั้งที่

จริงๆ แล้วควรจะมองถึงผลงานของคนที่ปิดทองหลังพระในตำแหน่งอื่นๆ เหมือนกัน

– 1986

ในตอนนั้น ดีเอโก้ มาราโดน่า ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดของยุค แต่จากการที่ช่วงนั้น ยึดนโยบายว่าจะมอบ

รางวัลให้กับนักเตะสัญชาติยุโรปเท่านั้น ทำให้ มาราโดน่า ไม่มีสิทธิ์ได้ชิงรางวัลนั้น

เรื่องดังกล่าวก็ทำให้หลายคนคิดว่า แกรี่ ลินิเกอร์ และ เอมิลิโอ บูตราเกนโญ่ น่าจะมีโอกาสดีที่ได้รางวัลดังกล่าวไปเชยชม โดย ลินิ

เกอร์ มีดีกรีที่ยอดเยี่ยมด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ ฟุตบอลโลก 1986 ด้วยการทำไป 6 ประตู ส่วน บูตราเกนโญ่ ก็เล่นได้โดด

เด่นจนได้ทั้งแชมป์ ลา ลีกา และ ยูฟ่า คัพ กับ เรอัล มาดริด ในซีซั่น 1985-86 เรียกได้ว่าถ้าใครได้รางวัลไปมันก็ไม่น่ากังขาเลย

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วรางวัลมันกลับตกเป็นของ อิกอร์ เบลานอฟ กองหน้าทีมชาติสหภาพโซเวียต โดยถึงแม้เขาจะทำผล

งานได้โดดเด่นในศึก ฟุตบอลโลก 1986 จากการที่ยิงได้ 4 ประตู แต่จริงๆ แล้วเขาทำประตูได้เพียง 2 นัด นั่นคือแฮตทริกในเกมกับ

เบลเยียม และอีก 1 ลูกในนัดกับ ฮังการี แถมในทัวร์นาเมนต์นั้น สหภาพโซเวีต ก็จอดป้ายเพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น ขณะที่

ในทัวร์นาเมนต์เดียวกัน ลินิเกอร์ ก็เคยทำแฮตทริกได้ในเกมกับ ปารากวัย ส่วน บูตราเกนโญ่ ถึงขั้นเคยยิงคนเดียว 4 ลูกใส่ เดนมาร์ก

ถึงแม้ในระดับสโมสร เบลานอฟ จะช่วยให้ ดินาโม เคียฟ ได้แชมป์ลีกสูงสุดของโซเวียตในปี 1986 รวมถึงแชมป์ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส

คัพ ในซีซั่น 1985-86 โดยที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดร่วมของรายการหลังด้วย แต่หลายคนก็มองว่ามันยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาคู่ควรกับ

การเป็นเจ้าของรางวัลลูกฟุตบอลทองคำอยู่ดี

ย้อนรอย 5 ลูกบอลทองคำที่มีมลทิน คืนนี้ติดตาม วิเคราะห์ดีแม่น เหมือนอยู่ วงการ บอล ชิดติด ขอบสนาม ดูบอลสด ดูบอล

ติดตามโปรโมชั่นดีๆได้ที่ Line @i99sure

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*