ผลงานอืดแต่ชนะ ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู บุกเฉือนปาร์ติซาน เบลเกรด

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นำทีมบุกเฉือน ปาร์ติซาน เบลเกรด ในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มแอล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเก็บไปแล้ว 7 คะแนนจาก 3 แมตช์ รั้งอันดับจ่าฝูงกลุ่ม

สำหรับแมตช์นี้ถือว่าฟอร์มแตกต่างจากตอนที่ปะทะ “แดงเดือด” เสมอ ลิเวอร์พูล เพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นได้ไม่ดีนัก และขาดการสร้างสรรค์เกมพอสมควร โดยประตูโทนก็มาจากจุดโทษของ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ในช่วงครึ่งแรก จากนั้นทัพ “ปีศาจแดง” แทบจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากนัก

ส่วนในครึ่งหลังเกมดูเหมือนจะตกเป็นของเจ้าบ้านเป็นส่วนใหญ่ และพวกเขามีโอกาสได้ประตูหลายครั้งแต่น่าเสียดายที่ขาดความแน่นอน และเฉียบคม แถมยังไม่มีดวงด้วย เนื่องจากมีถึง 3 จังหวะที่น่าจะได้จุดโทษ แต่กลับโดนเมินจากตุลาการสนาม

1. ระบบเดิมใช้ได้ผล 

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงเลือกที่จะใช้ระบบที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสมอ ลิเวอร์พูล 1-1 ในเกม “แดงเดือด” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาใช้ในเกมเยือน ปาร์ติซาน เบลเกรด และดูเหมือนจะได้ผลในครึ่งแรก แต่ครึ่งหลังผลงานของ “ผีแดง” ค่อนข้างกระท่อนกระแท่นจนเกือบจะโดนตีเสมอหลายครั้ง

“น้าลูกอม” จัดทัพด้วยการใช้กองหลัง 3 คน โดยจับ อารอน วาน-บิสซาก้า และ เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ขยับขึ้นเป็นวิงแบ็ก แน่นอนว่าแผนการนี้ทำให้พวกเขาดูแข็งแกร่งมากขึ้น แต่กระนั้นเมื่อ ปาร์ติซาน จับทางได้ โดยเฉพาะในช่วงต้นครึ่งหลังเมื่อ เซย์ดูบา ซูมาห์ พบพื้นที่ว่างระหว่างกองกลางกับกองหลัง ทำให้เจ้าบ้านเกือบจะยิงประตูได้

แน่นอนว่าระบบนี้ดูเหมือนจะเวิร์กในการรับมือ ลิเวอร์พูล อย่างไรก็ตาม พอล สโคลส์ ตำนาน “ผีแดง” กับแสดงความเห็นอีกมุมหนึ่งว่า ระบบที่ใช้กองหลัง 3 คนในการสู้กับ “หงส์แดง” พอจะเข้าใจได้ แต่การเล่นกับทีมที่ชื่อชั้นห่างกันเยอะขนาดนี้จะเล่นแผนแบบนี้ไปทำไม

“ผมรู้สึกแปลกใจที่ยังมีการใช้เซนเตอร์ฮาล์ฟ 3 คนในเกมฟุตบอลในยุคปัจจุบันอีกเหรอ ผมคิดว่าในเกมที่พบกับ ลิเวอร์พูล ซึ่งมีแนวรุกเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพถึง 3 คน คุณพอจะเข้าใจได้ที่เล่นแผนแบบนี้ แต่ในคืนนี้ (วันพฤหัสบดี) ดูเหมือนว่าระบบนี้มันค่อนข้างสูญเปล่า” สโคลส์ ระบุ

อย่างไรก็ตามหลังจากเกมในครึ่งหลังผ่านไปได้พักใหญ่ๆ โซลชา ได้มีการเปลี่ยนระบบกลับมาเล่นกองหลัง 4 คนอีกครั้ง พร้อมกับใช้ แดเนี่ยล เจมส์ และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่เต็มไปด้วยความรวดเร็วเพื่อหวังจะเล่นเกมสวนกลับ แต่สุดท้ายทีมไม่สามารถเจาะแนวรับปาร์ติซาน ได้

2. แม็คโทมิเนย์ ผลงานไม่แจ่ม

สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ เป็นนักเตะที่ โซลชา พร้อมให้โอกาสอยู่เสมอ โดยในเกมนี้เขาได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นมิดฟิลด์ที่มีอิสระในการขึ้นเกมบุก โดยมี เจมส์ การ์เนอร์ ที่ทำหน้าที่ยืนต่ำเป็นสะพานเชื่อมเกมระหว่างแนวรับ กับแผงมิดฟิลด์เหมือนที่ “บิ๊กแม็ค” ทำในเกม “เร้ด วอร์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามบทบาทในเกมนี้ของ แม็คโทมิเนย์ ค่อนข้างน่าผิดหวัง  แม้ว่า ดาวเตะทีมชาติสกอตแลนด์ จะมีพละกำลัง และเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น มาตลอด แต่กระนั้นเขายังขาดหายในเรื่องคุณภาพ และการเล่นในพื้นที่สุดท้าย นี่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขาที่ยิงได้เพียง 3 ประตูในการเล่นให้ทีมชุดใหญ่

แม็คโทมิเนย์ พลาดโอกาสทองในครึ่งแรกเมื่อเขามีโอกาสที่จะโหม่งบอลจากการเปิดฟรีคิกของ ฆวน มาต้า ในช่วงต้นเกม แต่ดันเข้าข้างตาข่าย อย่างไรก็ตามหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของ ดาวเตะเลือดวิสกี้ ก็คือการยิงไกล และแมตช์นี้เขาก็ได้ซัดไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่น่าเสียดายที่ไม่เป็นประตู

หากไม่รับเรื่องความเฉียบคมในการยิงประตู ต้องบอกว่า แม็คโทมิเนย์ ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นของทีม กระนั้นหากมองจากความเป็นจริงศักยภาพของเขายังไม่สามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ของทีมได้ในชั่วข้ามคืน และคงต้องให้โอกสกันต่อไป

3. ขาดความคิดสร้างสรรค์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงขาดความคิดสร้างสรรค์ในเกมรุก และนี่ยังคงเป็นปัญหาที่ทำให้ โซลชา ต้องกุมขมับแน่นอน

แมตช์นี้ “ผีแดง” ได้ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กลับมาประจำการแนวรุก และมีชื่อเป็นผู้ทำประตู เมื่อยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นในครึ่งแรก ซึ่งงานนี้ต้องชม วิลเลี่ยมส์ ที่วิ่งทะลุทวงเข้าไปในเขตโทษ ก่อนจะโดนแนวรับเจ้าบ้านสกัดล้มลงในเขตโทษ

หากมองตามความจริงจังหวะดังกล่าวถือเป็นครั้งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาดูเหมือนจะยิงประตูได้ ที่น่าตระหนกกว่านั้นก็คือนี่เป็นครั้งแรกที่ “ปีศาจแดง” ยิงเข้าเป้าในเกมยูโรปา ลีก นานกว่า 2 ชั่วโมงหลังจากที่ทำได้เพียงแค่เสมอ อาแซด อัล์คมาร์ 0-0 ในเกมก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ยังเป็นประตูแรกในการเล่นเกมเยือนนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมจากการแข่งขันทุกรายการ

แม้จะยิงประตูได้แต่ มาร์กซิยาล ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาได้จากการลงเล่นตัวจริงครั้งแรกนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา โดยดูได้จากการพลาดโอกาสหลายๆ ครั้งในครึ่งแรก สุดท้ายก็โดนเปลี่ยนตัวออก และ แรชฟอร์ด ลงมาเล่นแทนในนาทีที่ 60

ขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด ยังคงรักษาฟอร์มห่วยอย่างต่อเนื่องจากน่าจะเรียกได้ว่าเป็น “ดาวรุ่งตลอดกาล” ของแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อเขาไม่สามารถยิงประตูหรือทำแอสซิสต์ให้ต้นสังกัด ขณะเดียวกัน ฆวน มาต้า ก็เล่นไม่ออกเช่นกัน ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า โซลชา ต้องรีบหาซื้อผู้เล่นตัวรุกชั้นดีมาเสริมทัพในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ เพื่อช่วยสร้างสรรค์เกมให้กับทัพ “เร้ด เดวิลส์” มากกว่านี้

4. แม็กไกวร์ ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักระยะ 

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้รับโอกาสสวมปลอกแขนกัปตันทีมให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ยังคงต้องเจอกับปัญหาในการงัดฟอร์มเก่งออกมา เนื่องจากเจ้าตัวต้องแบกรับความกดดันในฐานะกองหลังที่ค่าตัวแพงสุดในโลก

ในเกมนี้ แม็กไกวร์ ได้เจอกับบททดสอบสำคัญจาก อูมาร์ ซาดิค และงานนี้ เซนเตอร์แบ็กเลือดผู้ดี ค่อนข้างจะอึดอัดในการสู้กับแนวรุกชาวไนจีเรียรายนี้ ฉะนั้นการที่ โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นแนวรับไม่ได้ช่วยให้ แม็กไกวร์ ทำผลงานดีขึ้นเลยทั้งในแง่ฟอร์มการเล่นส่วนตัว และระบบทีม

สามแนวรับในเกมที่กรุงเบลเกรดประกอบด้วย ฟิล โจนส์, มาร์กอส โรโฮ และ แม็กไกวร์ แทบจะเล่นไม่เข้ากันเลย โดยเฉพาะในครึ่งหลังจะเห็นได้ชัดว่าเกมรุกของปาร์ติซาน สามารถบุกเข้ามาปั่นป่วนเกมรับของ “ปีศาจแดง” ได้อย่างต่อเนื่องจนทีมเป๋ไปเป๋มา

ต้องยอมรับว่า แม็กไกวร์ ค่อนข้างจะเจอปัญหาพอสมควรในการรับมือกับความเร็ว และเทคนิคเฉพาะตัวของ ดาวเตะวัย 22 ปี แต่อย่างน้อยๆ ประสบการณ์บนเวทีระดับทีมชาติ และในพรีเมียร์ลีก ทำให้เขาสามารถเอาตัวรอดได้ในช่วงเวลาที่ถูกกดดัน

5.  ปาร์ติซาน โชคร้าย

หากจะบอกว่าเกมนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโชคก็ถือว่าไม่ผิด แต่สำหรับ ปาร์ติซาน ต้องบอกเลยว่าโคตรโชคร้ายสุด เพราะพวกเขาเล่นได้อย่างสุดยอดทั้งในครึ่งแรก แต่น่าเสียดายที่โดนยิงประตูขึ้นนำจากลูกจุดโทษของ มาร์กซิยาล เท่านั้น

ขณะที่ครึ่งหลัง สามารถพูดได้เต็มปากว่าเจ้าบ้านสร้างโอกาสปั่นป่วนเกมรับของ แชมป์ลีกสูงสุดอังกฤษ 20 สมัย จนล้มรุกคุกคลาน โดยเฉพาะการที่พวกเขาน่าจะได้จุดโทษซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่ควรจะเป็น 3 จุดโทษด้วยซ้ำ แต่กลับโดน ซาเบียร์ เอสตราด้า เฟร์นานเดซ ผู้ตัดสินชาวสแปนิช ปฏิเสธเรียบวุธ

ถ้าเอาแบบเห็นจะๆ ก็ต้องเป็นจังหวะของ แม็คโทมิเนย์ และ วิลเลี่ยมส์ ที่ไม่ทำให้ทีมต้องเสียจุดโทษ เนื่องจากกรรมการทั้งในและนอกสนามมองในทางเดียวกันว่าเป็นการแฮนด์บอลแบบไม่ได้มีเจตนา  ก็ถือว่าเป็นโชคร้ายของ ปาร์ติซาน และแฟนบอลของพวกเขาจริงๆ

ลองคิดเล่นๆ หาก 3 จังหวะดังกล่าวท่านเปาเป่านกหวีดให้เป็นจุดโทษ งานนี้ผลการแข่งขันอาจจะออกมาแตกต่างจากนี้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *